จาก...คนตรงรอยต่อ

posted on 25 Sep 2008 22:11 by feungfoo

                ฟืดดดดด…..เสียงรถไฟฟ้ากำลังเคลื่อนตัวออกไป ผมสะดุ้งตื่น นี่ผมเผลอหลับอีกแล้วเหรอเนียะ วันหยุดวันเดียวต่อสัปดาห์ดูจะไม่เพียงพอต่อชีวิตจริงๆ ภาพตรงหน้าเป็นพื้นสีน้ำเงินกับพื้นเงินๆที่ขยับไปมา ตรงรอยต่อของรถไฟฟ้า ผมยืนเอาหลังพิงตรงรอยยืดหยุ่นนั้น ชอบที่มันขยับเขยื้อนจั๊กจี๋หลังดี ดูสนุกเพลินๆ แตกต่างจากผู้คนที่หยุดนิ่งในขบวนรถไฟ ที่ผมก็แทบไม่เห็นหน้าพวกเขา ไม่ใช่เพราะไม่มีใคร แต่ในเวลาเร่งด่วนเช่นนี้ไม่เว้นแม้แต่รถไฟฟ้า หน้าทุกคนจะเบียดเสียดใกล้กันมากจนมองกันแทบไม่เห็น ไม่หน้าใครก็หน้าใครต้องไปหลบอยู่ใต้จั๊กแร้คนใดคนหนึ่งเข้าสักครั้งสองครั้งตามแจ็คพ็อต หรือถ้าพอจะเห็นกันได้ก็คงไม่อยากจะมองหน้ากันเท่าไร คงจะทำเป็นดูนั่นดูนี่ไป อยากรู้เหมือนกันว่าจะมีใครปิ๊งกันบนรถไฟฟ้าแน่นๆนี่บ้างไหม

                 แต่ตอนนี้ที่พอหลับได้เพราะผ่านสถานียอดนิยมมาแล้ว ก็พอบรรเทาจำนวนคนได้บ้าง ผมยิ้มให้กับอาการจั๊กจี๋ข้างหลัง จนสังเกตได้ว่าน่าจะมีคนจับจ้องในอาการยิ้มคนเดียวของผมอยู่บ้าง ผมไม่สนใจ เป็นธรรมดา เดี๋ยวนี้ใครเขาจะมาแคร์สายตาคนอื่นมากมาย แค่ลำพังสายตาของหัวหน้าตัวเองก็ปวดกระบาลจะแย่แล้ว ผมก้มลงมองพื้นบริเวณที่เป็นรอยต่อของขบวนรถไฟฟ้า เวลาเลี้ยวโค้งดูเหมือนมันจะแยกออกจากกัน ฮึ!! แยกออกจากกันเหรอ ผมก้มลงมองแสงสว่างที่รอดผ่านช่องเล็กๆตรงกลางรอยต่อรถไฟฟ้า ตรงที่เท้าของผมยืนค่อมอยู่ระหว่างรถไฟฟ้าสองขบวน แสงสว่างเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆเห็นเป็นเส้นตรงยาวๆ แล้วผมก็รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวระหว่างเท้าทั้งสองข้าง ตาของผมเบิกกว้าง ภาพรถข้างล่างและตึกข้างทางเริ่มปรากฏให้เห็น

 

แน่แล้ว! รถไฟฟ้ากำลังแยกออกจากกัน ผมยังไม่มีสติพอจะควบคุมสมองตัวเองให้ยกเท้าข้างใดข้างหนึ่งขึ้นได้ มันจึงยังแยกออกจากกันเรื่อยๆห่างกันออกไป ผมมองเลิ่กลั่กไปมารอบตัว ยังไม่มีเสียงร้องจากผู้หญิงหรือใครคนไหน ดูเหมือนทุกคนจะยังไม่ทันสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น ผมพยายามเอามือควานหาที่เกาะไว้ โดยที่ตายังมองลงพื้น ไม่อยากเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง ทุกอย่างเป็นปกติยังมีเสียงประกาศสถานีต่อไป แต่ทำไมมันยังไม่จอดสักที ดูเหมือนมันจะยาวนานกว่าวันอื่นๆ เท้าของผมเริ่มแยกออกจากกันกว้างขึ้นเรื่อยๆ ผมเริ่มคิดว่าจะกระโดดไปฝั่งไหนดี หัวขบวนน่าจะดีกว่า เพราะขบวนท้ายจะหยุดแล้วถูกชนจากขบวนต่อไปได้ แต่ผมจะทิ้งพวกโชคร้ายไว้ในกระบวนนั้นได้อย่างไร ไม่สิถูกแล้ว ถ้าไปขบวนหน้า ผมสามารถวิ่งไปบอกคนขับได้ “ใช่ ..ผมต้องกระโดดไปขบวนหน้า” ผมคิดอย่างรวดเร็ว แล้วใช้เท้าทีบพื้นของขบวนหลัง ส่งตัวไปข้างซ้าย รอยต่อของรถไฟขาดลงอย่างเด็ดขาด

                 แรงเฉื่อยทำให้รถไฟขบวนหลังเคลื่อนมาอีกเล็กน้อยและหยุดสนิท ผู้หญิงคนหนึ่งที่ขบวนหลังหันมามองเห็นท้องฟ้าที่ใส และตึกรามข้างนอก แล้วกรีดร้องขึ้น “กรี๊ดดดดดดดดดดดด” ผมหันไปดูทั้งที่จับที่เกาะไว้ ลมจากด้านนอกปะทะเข้าหน้าอย่างแรง เสียงร้องของผู้หญิงคนนั้นทำให้ทุกคนที่เบียดกันเริ่มผลักกันเผื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเสียงกรี๊ดกร๊าดก็ดังระงม ผู้คนเริ่มผลักกันไปมาเพราะกลัวว่าจะตกลงไป และแล้วผมก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกระเด็นลงไป อ่ะ!!’ ผมร้อง แต่ก็โล่งใจเมื่อเห็นว่ามีผู้ชายคนหนึ่งคว้ามือของเธอไว้ทัน เห็นยังงั้นผมจึงได้สติ ใช่สิ่งที่ผมจะต้องทำตอนนี้คือ วิ่งไปบอกคนขับรถไฟฟ้าให้เร็วที่สุด ผมหันหลังจากภาพรถไฟขบวนหลังที่ห่างมาจนมองแทบไม่เห็นผู้คนข้างในแล้ว ในกระบวนด้านหน้าผู้คนยังนั่ง หลับ ยืนดูวิวนอกหน้าต่างไม่ เปลี่ยนแปลง ทุกคนยังไม่รู้สึกว่าเกิดบางอย่างขึ้น แรงลมที่แรงขึ้นไม่ได้ช่วยให้มีใครหันไปมองด้านหลัง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะนั่นหมายถึงว่าจะไม่เกิดการจลาจลกันขึ้นเหมือนกับขบวนหลัง

                 ผมตะโกนขอทางไปตลอดทาง “ขอทางหน่อยฮ่ะๆ” ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่สุดก็ยังค้างเติ่งอยู่ตรงขบวนเดิม อีกสองขบวนกว่าผมจะฝ่าฝูงชนไปได้ ผมพยายามเบียดเสียดลัดเลาะผู้คนเข้าไป สายตาจับจ้องมาที่ผมเหมือนจะถามว่า “มึงจะไปไหน…แค่นี้กูก็จะเบียดกันตายแล้ว” ผมไม่สนใจ ก้าวผ่านไปอีกหนึ่งขบวนได้สำเร็จ ใกล้เข้ามาแล้ว เสียงประกาศ “สถานีต่อไปเพลินจิต next station …..” ผมดีใจที่ในที่สุดเสียงสวรรค์ก็ดังขึ้น พวกเขาคงจะหยุดที่สถานีนี้เมื่อเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น มันกำลังจะจบ แล้วผมก็เผลอยิ้มออกมา ผู้คนทยอยกันลงจากรถไฟบางส่วน ผมยังเดินต่อไปกำลังจะเดินไปบอกเรื่องราวกับคนขับ แต่ทันใดนั้นประตูรถไฟก็ปิดลงอีกครั้ง แล้วรถก็เคลื่อนตัวออก “แป็กๆ….ฟืดดดดด” นี่มันอะไรกัน! ผมคิดรีบดึงประตูห้องคนบังคับรถไฟฟ้าออกเท่าที่จะควานหาทางเปิดได้ ภาพในนั้นคือไม่มีใครที่เรียกว่าเป็นมนุษย์นั่งอยู่ มีแต่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ขึ้นชื่อสถานีต่อไป แกนบังคับขยับไปมาด้วยตัวเอง มีแต่หมวกในเครื่องแบบที่ถูกสวมไว้บนเบอะ อย่างตั้งใจให้เหมือนคนขับ นี่ผมนั่งรถไฟฟ้าที่ไม่มีคนขับมานานเท่าไรแล้วเนียะ ประตูที่ร้องตอนหนีบคนก็เป็นฝีมือเจ้าคอมพิวเตอร์นี้เหรอ ไม่น่าพักหลังรู้สึกจะปิดประตูจนมีคนโดนชนกระเด็นไปนั่งที่พื้นมาแล้ว ผมชักไม่แน่ใจว่ายามที่ยืนเป่านกหวีดอยู่บนชานชาลาใช่คนจริงๆรึป่าว

ผมคิดอะไรอีกมากมายก่อนที่เสียงประกาศชื่อสถานีต่อไปดังขึ้นจะดึกสติผมกลับมา ผมกระโดดเข้าไปนั่งบนเบอะที่มีหมวกสวมอยู่ แล้วก็เริ่มมองหาเบรก ซึ่งน่าจะเป็นคันโยกใหญ่ๆอันนี้ ผมจับมัน เตรียมตัวรอให้ถึงสถานีต่อไป ใจผมเต้นเร็วแรง นึกถึงรถไฟขบวนหลัง นึกถึงผู้คนที่ต้องไปทำงานสายในวันนี้ นึกถึงเจ้านายตัวเองที่ต้องภูมิใจในตัวเขาที่ได้ช่วยชีวิตผู้คน เสียงประกาศสถานีต่อไปดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเขา “next station….” คันโยกที่ผมจับดีดตัวของมันเองกลับมา เกิดอะไรขึ้น!! ผมตั้งสติ ใช่ๆนี่คือเบรก แต่เราจะหยุดมันได้ยังไง ผมกวาดสายตาไปรอบๆแผงวงจรมากมายเบื้องหน้า ปุ่มสีแดงตั้งเด่นอยู่ รถไฟกำลังจะเคลื่อนตัวออกไป ไม่ผมไม่มีทางปล่อยให้มันแล่นออกไปแน่ กดหรือไม่กด ปุ่มสีแดง กดหรือไม่กด สมองผมทำงานปั่นป่วน ปุ่มสีแดงมักจะแสดงถึงการหยุด หรือถ้าในหนังก็คือปุ่มระเบิด แต่ใครจะทำระเบิดไว้ในรถไฟฟ้า อะ! ประตูรถไฟฟ้าค่อยๆปิดลงแล้ว ผมต้องตัดสินใจ ผมหลับตาแล้วกดปุ่มสีแดงตรงหน้า !!!!

 

อ้า! เสียงประตูรถเปิด ผมลืมตาขึ้น ผู้คนเดินออกจากขบวนรถไฟ ผมหันซ้ายขวาหาป้ายสถานี ป้ายเอกมัยสีเขียวตั้งอยู่ข้างนอก วันนี้ผมเผลอหลับอีกแล้ว เกือบจะต้องเข้าไปอู่กับรถไฟเหมือนหลายๆครั้ง ผมรีบเดินออกมาก่อนที่ประตูรถไฟฟ้าจะปิดลง ผู้คนก้าวลงบันไดไป ผมยืนมองรถไฟฟ้าที่วิ่งออกไป พยายามมองตรงขบวนคนขับว่ามีคนนั่งอยู่จริงๆไม่ใช่เบอะที่ใส่หมวก

ผมเดินลงบันได มองดูผู้คนที่เร่งรีบ กับชายหญิงคู่หนึ่งที่ช่วยกันไว้ในรถไฟขบวนหลัง พวกเขายิ้มให้กัน จับมือกัน ใกล้ถึงเวลาแล้ว ผมรีบวิ่งลงบันได เพื่อไปต่อรถเข้าซอย หมดไปอีกวันกับการเผาผลาญเวลาบนรถไฟฟ้า แต่วันนี้ดีแหะ ผมรู้สึกว่าผมเป็นฮีโร่…….

 

ป.ล.  โห  ใครอ่านมาถึงตรงนี้นี่นับถือเลย  ลายตามาก  ปวดหัวม่ะ  พักก่อนๆ

 

edit @ 25 Sep 2008 22:16:02 by solf-boil egg

Comment

Comment:

Tweet

โห อ่านกะลังมันส์ จบซะล่ะ ตกลงฝันดีซิมิ ที่แท้แบทแมนมาช่วยไว้ทันน่ะเอง^0^